นายกรัฐมนตรีแถลงมาตรการเชิงยุทธศาสตร์การฟื้นฟูประเทศ
|
นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี แถลงมาตรการเชิงยุทธศาสตร์การฟื้นฟูประเทศ พร้อมยืนยันรัฐบาลจะพยายามดำเนินการอย่างดีที่สุด เพื่อให้ประเทศก้าวสู่การเดินไปข้างหน้าคู่ขนานไปกับการแก้ปัญหาอุทกภัยที่เกิดขึ้นอย่างรุนแรงในครั้งนี้
|
|
วันนี้ (8พ.ย.54) เวลา 13.00 น. นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี เป็นประธานแถลงข่าวเรื่อง "มาตรการเชิงยุทธศาสตร์การฟื้นฟูประเทศ" โดยมี นายยงยุทธ วิชัยดิษฐ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย นายกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ พลตำรวจเอก ประชา พรหมนอก รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมและผู้อำนวยการศูนย์ปฏิบัติการช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย (ศปภ.) และดร.วีรพงษ์ รามางกูร ประธานคณะกรรมการยุทธศาสตร์เพื่อการฟื้นฟูและสร้างอนาคตประเทศ (กยอ.) ร่วมแถลงข่าวและตอบข้อชักถามสื่อมวลชน ณ ตึกสันติไมตรี (หลังใน) ทำเนียบรัฐบาล รัฐบาลจึงได้กำหนดยุทธศาสตร์เพื่อการฟื้นฟูประเทศ โดยแยกออกเป็น 3 ระยะคู่ขนานกันไป คือ 3 R ได้แก่ Rescue/ Restore/ Rebuild (กอบกู้/ซ่อม/สร้าง)ดังนี้ 1) ระยะเฉพาะหน้า - จะดำเนินการให้แล้วเสร็จภายในระยะเวลา 1-2 เดือน คือการกู้ภัย (Rescue) โดยได้จัดตั้งศูนย์ปฏิบัติการช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วม(ศปภ.) ขึ้นมาเพื่อดำเนินการรับเรื่องร้องทุกข์และแก้ไขปัญหาความต้องการ รับบริจาค ส่งมอบสิ่งของ ฯลฯ ให้แก่ผู้ประสบภัย ทำการรักษาพยาบาล ให้ที่พักพิงชั่วคราว ฯลฯ ดำเนินการจัดการเรื่องน้ำท่วม 2) ระยะสั้น - กำหนดให้ดำเนินการแล้วเสร็จภายในระยะเวลา 1 ปี คือการซ่อม (Restore) เป็นการดำเนินการเพื่อฟื้นฟูให้ระบบต่างๆ สามารถกลับมาทำงานได้อีกครั้งหนึ่งโดยเร็ว รวมถึงการเยียวยา ให้เงินช่วยเหลือ เงินกู้ สิทธิประโยชน์ ต่างๆ ด้วย ซึ่งในเรื่องนี้ ได้มีคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรีที่ 230/2554 เรื่อง การแต่งตั้งคณะกรรมการและกลไกการปฏิบัติงานฟื้นฟู เยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์อุทกภัย ซึ่งมีรองนายกรัฐมนตรี (นายยงยุทธ วิชัยดิษฐ) เป็นประธานคณะกรรมการร่วมกับรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ซึ่งดำรงตำแหน่งรองประธานคณะกรรมการทำหน้าที่วางแนวทาง/ มาตรการ/ บูรณาการ/ ติดตามการดำเนินงานในภาพรวม และ 3) ระยะยาว - เป็นการดำเนินการเพื่อสร้างความเชื่อมั่น ฟื้นความเชื่อถือ และ สร้างความมั่งคั่งและมั่นคงของประเทศให้กลับคืนมาโดยการออกระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี แต่งตั้งคณะกรรมการขึ้นมา 2 คณะ คือ คณะกรรมการยุทธศาสตร์เพื่อการฟื้นฟูและสร้างอนาคตประเทศ (กยอ.) และคณะกรรมการยุทธศาสตร์เพื่อวางระบบการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ (กยน.) ทั้งนี้ นายกรัฐมนตรี กล่าวถึงการทำงานในระยะยาวว่า เมื่อน้ำลดทุกภาคส่วนของประเทศต้องสามารถดำเนินการได้ในทันที รัฐบาลจึงได้เชิญผู้เชี่ยวชาญด้านต่างๆ มากำหนดยุทธศาสตร์การฟื้นฟูประเทศ โดยมีกรอบการดำเนินงาน เพื่อวางอนาคตของประเทศร่วมกัน เรียกความเชื่อมั่น ฟื้นความเชื่อถือ สร้างความมั่นคงและมั่งคั่งของประเทศกลับคืนมาในระยะยาวอย่างยั่งยืนและเป็นระบบ โดยมีขอบเขตครอบคลุม 2 เรื่อง คือ การฟื้นฟูและสร้างอนาคตประเทศ การวางระบบการบริหารทรัพยากรน้ำของประเทศ ผ่านกลไกการทำงาน ประกอบด้วย (1) วางระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีเพื่อตั้งคณะกรรมการยุทธศาสตร์ และออกคำสั่งแต่งตั้งผู้ทรงคุณวุฒิ จำนวน 2 ชุดขึ้นมารับผิดชอบ ซึ่งคณะรัฐมนตรีได้เห็นชอบแล้วในการประชุมวันนี้ (วันอังคารที่ 8 พฤศจิกายน2554) (2) กรอบระยะเวลาทำงานได้ขอให้แต่ละคณะนำเสนอกลับมายังคณะรัฐมนตรีโดยเร็วที่สุด ในส่วนของคณะกรรมการยุทธศาสตร์เพื่อการฟื้นฟูและสร้างอนาคตประเทศ รัฐบาลได้เชิญ ดร.วีรพงษ์ รามางกูร เป็นประธานกรรมการ มีรองนายกรัฐมนตรี 2 ท่าน คือ นายยงยุทธ วิชัยดิษฐ และนายกิตติรัตน์ ณ ระนอง และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังเป็นกรรมการ รวมทั้งผู้ทรงคุณวุฒิอีกจำนวนหนึ่ง โดยมีเลขาธิการคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ เป็นกรรมการและเลขานุการ ขณะที่คณะกรรมการยุทธศาสตร์เพื่อวางระบบการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ รัฐบาลได้เรียนเชิญ ดร.สุเมธ ตันติเวชกุล เป็นที่ปรึกษา โดยมีนายกรัฐมนตรีหรือรองนายกรัฐมนตรีที่ได้รับมอบหมายเป็นประธาน มีผู้ทรงคุณวุฒิที่มีความรู้ ความชำนาญในเรื่องการบริหารจัดการน้ำมาเป็นกรรมการ โดยมีเลขาธิการคณะกรรมการยุทธศาสตร์เพื่อวางระบบการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำและเลขาธิการคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ เป็นกรรมการและเลขานุการร่วม พร้อมกันนี้ นายกรัฐมนตรี ได้กล่าวยืนยันว่า รัฐบาลได้พยายามดำเนินการอย่างดีที่สุด เพื่อให้ประเทศก้าวสู่การเดินไปข้างหน้า คู่ขนานไปกับการแก้ปัญหาอุทกภัยที่เกิดขึ้นอย่างรุนแรงในครั้งนี้ อย่างไรก็ตามทุกคนต้องช่วยกันผลักดันและจะต้องเตรียมตัวให้ทันกับการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นตลอดเวลา รัฐบาลสัญญาว่าจะเร่งดำเนินการเรียกความเชื่อมั่น และศรัทธาของประเทศกลับคืนมาโดยเร็วเพื่อนำพาประเทศก้าวเดินต่อไปอย่างมั่นคง ขณะที่ ดร.วีรพงษ์ รามางกูร ประธานคณะกรรมการยุทธศาสตร์เพื่อการฟื้นฟูและสร้างอนาคตประเทศ (กยอ.) กล่าวเพิ่มเติมว่า วิกฤติอุทกภัยครั้งนี้ส่งผลต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุน โดยเฉพาะนักลงทุนชาวต่างประเทศที่อาจจะทบทวนการลงทุนในประเทศไทยและย้ายฐานการผลิตจากประเทศไทยไปที่อื่น ซึ่งหากเกิดขึ้นก็จะส่งผลต่อการเจริญเติบโตของประเทศในอนาคต ดังนั้นการสร้างความมั่นใจให้กับนักลงทุนจึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง ไม่เพียงแต่ในเรื่องการวางระบบป้องกันน้ำท่วมและการบริหารจัดการน้ำในช่วงต่อไปเท่านั้น แต่จะต้องให้ความมั่นใจในภาพรวมของเศรษฐกิจอย่างเชื่อมโยงกันในทุก ๆ ด้าน เช่น เสถียรภาพทางเศรษฐกิจและความยั่งยืนของระบบการเงินการคลัง ศักยภาพในการขยายตัวของเศรษฐกิจไทย โอกาสการลงทุนและการอำนวยความสะดวกในการลงทุน การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานที่จำเป็นอย่างต่อเนื่อง ความมั่นคงด้านพลังงาน โอกาสในการขยายพื้นที่การลงทุนใหม่ ซึ่งอาจรวมถึงความเชื่อมโยงกับประเทศเพื่อนบ้านซึ่งมีการพัฒนาในพื้นที่ใกล้กับประเทศไทย เป็นต้น อย่างไรก็ตามการลงทุนในทุกประเทศล้วนมีความเสี่ยง ทั้งจากปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับภัยธรรมชาติหรือปัจจัยอื่น ๆ ซึ่งนักลงทุนก็จะพิจารณาว่าผลตอบแทนเทียบกับความเสี่ยงแล้วเป็นอย่างไร คณะกรรมการชุดนี้จึงได้รับมอบหมายให้วางแผนการฟื้นฟูและพัฒนาประเทศที่คำนึงถึงความจำเป็นรอบด้านดังกล่าว เพื่อให้นักลงทุนมั่นใจว่าหลังจากวิกฤตอุกทกภัยครั้งนี้ประเทศไทยจะกลับมาเป็นแหล่งลงทุนที่น่าลงทุนมากยิ่งขึ้นกว่าในอดีต โดยคณะกรรมการชุดนี้จะทำงานอย่างประสานกันอย่างใกล้ชิดกับคณะกรรมการยุทธศาสตร์เพื่อวางระบบการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ (กยน.) เพื่อให้เกิดการลงทุนที่เกิดประโยชน์มากที่สุดและมีวินัยการคลัง และสามารถอธิบายให้นักลงทุนมั่นใจทั้งสองด้าน คือ ด้านระบบบริหารจัดการน้ำและด้านศักยภาพเศรษฐกิจของประเทศในอนาคต ขณะเดียวกันการสื่อสารกับนักลงทุนถือเป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่ง และต้องเร่งดำเนินการเพื่อให้นักลงทุนทราบความก้าวหน้าอย่างต่อเนื่อง ดังนั้นในเดือนนี้ (พ.ย.) ในฐานะประธานของคณะกรรมการชุดนี้ก็จะเดินทางไปพบนักธุรกิจและนักลงทุนญี่ปุ่นซึ่งเป็นกลุ่มนักลงทุนที่สำคัญสำหรับประทศไทยและเป็นกลุ่มนักลงทุนที่ได้รับผลกระทบอย่างมากในวิกฤติอุทกภัยครั้งนี้ เพื่อรับฟังความเห็นเกี่ยวกับสิ่งที่นักลงทุนเป็นห่วง และให้ความมั่นใจถึงภารกิจที่ รัฐบาลชุดนี้ได้มอบหมายให้กับกรรมการชุดนี้ และเร่งการวางกรอบการทำงานของคณะกรรมการเพื่อเสนอแนะยุทธศาสตร์ให้กับรัฐบาลอย่างเป็นขั้นตอนต่อไป
|











